เพียงได้มีวันนี้

เพียงได้มีวันนี้


            จากวันที่ได้มีโอกาสลืมตามาดูโลก  พ่อแม่ ญาติพี่น้อง ได้ช่วยประคับประคองเลี้ยงดูเรามา  จนผ่านพ้นอันตรายและเติบใหญ่ จนกระทั่งได้มีชีวิตอยู่ถึงวันนี้  นี่จะไม่ใช่ความโชคดีอันยิ่งใหญ่ ที่เราควรภาคภูมิใจและสำนึกขอบคุณแด่ทุกคนและทุกสิ่งหรอกหรือ?


            หากการมีชีวิตรอดปากเหยี่ยวปากกาและรอดพ้นอันตรายสารพัดจนมาถึงวันนี้ได้ แล้วไม่ใช่ความยิ่งใหญ่  แล้วจะเป็นอะไรเล่า?  หากการมีชีวิตอยู่ในวันนี้ ไม่ควรแก่การรู้สึกสำนึกตื้นตันและขอบคุณแล้วไซร้  แล้วยังจะมีสิ่งใดควรแก่การขอบคุณได้อีก


           มักจะมีแต่คนสอนเราว่า ให้มีความกตัญญูรู้คุณต่อบิดามารดาและผู้มีพระคุณ  แต่ไม่เคยมีใครบอกเราให้สำนึกรู้คุณในการมีชีวิตอยู่มาถึงวันนี้ของเรา  เราไม่เคยรู้สึกว่า ชีวิตที่เรากำลังได้รับอยู่ขณะนี้  ควรที่เราจะกตัญญูรู้คุณ  ด้วยเหตุนี้เราจึงพากันทุกข์ระทมอย่างแสนสาหัส  เพราะขาดความกตัญญูรู้คุณต่อชีวิตของตัวเองที่ได้เกิดมาและอยู่เรื่อยมาด้วยความสวัสดีจนถึงวันนี้


          เราควรสำนึกตื้นตันและรู้คุณผืนดิน ที่สองเท้าของเราเดินเหยียบย่ำอยู่ทุกวันนี้เสมอ  เราควรตื้นตันและขอบคุณแสงแดด ที่นำแสงสว่างมาให้เราทุกวันโดยไม่มีวันหยุด  เราควรสำนึกและตื้นตันที่สายลมและสายฝน ได้นำพาความสดชื่นชุ่มฉ่ำมาให้  โดยที่เราไม่ได้ลงทุนสิ่งใด  


         แผ่นดิน แสงแดด สายลม สายฝน  นำสิ่งดีงามและรางวัลมาสู่ชีวิตของเราเสมอ  ได้ทำหน้าที่”ผู้ให้”อยู่ตลอดเวลา  แม้ว่าตัวเรานี้จะไม่เคยสำนึกรู้คุณแม้แต่นิดเดียว


        ข้าวก็พอมีกิน  แผ่นดินก็มีเดิน  แดดก็ยังมีส่อง  โดยเราไม่ได้เรียกร้องและลงทุนอะไรแม้แต่น้อย  แล้วเรายังจะเรียกร้องอะไรมากยิ่งขึ้นไปกว่านี้อีกหรือ  เหตุใดเราจึงได้เห็นแก่ตัวนักเล่า  คำขอบคุณต่อชีวิตแม้แต่คำเดียวก็ไม่เคยมีเลย  การสำนึกรู้คุณในแสงแดด ผืนดิน ก็ไม่เคยรู้จัก  เราทำตัวเป็นผู้รับเพียงฝ่ายเดียวจนชินเคย  


        เริ่มรู้จักที่จะขอบคุณต่อความยิ่งใหญ่ของชีวิตเสียแต่วันนี้  เริ่มสัมผัสและสำนึกรู้คุณต่อผืนดินที่เราเดินเหยียบย่ำมาแต่เด็กที่หัดเริ่มตั้งไข่  รู้คุณของแสงแดดที่ให้ชีวิตใหม่และให้ความหวังแก่เราในทุกเช้า  รู้คุณของทุกคำข้าวที่เราเคี้ยวกลืนลงไปที่ต่อชีวิตเราทุกวัน


            จงรู้สึกตื้นตันที่ดวงตาคู่นี้ของเรา ยังมีโอกาสทัศนาผู้คนที่เดินผ่านไปมาและความงดงามของโลกใบนี้  ตื้นตันที่หูของเรายังปกติดีที่ได้มีโอกาสฟังสรรพสำเนียง  ขอบคุณเสมอที่มีมนุษย์มากมายอยู่เป็นเพื่อนเราบนโลกใบนี้ ไม่ให้เราต้องโดดเดี่ยวและอยู่คนเดียว  อย่างน้อยเขาก็ยังทำให้เราอุ่นใจว่ายังมีเพื่อนมนุษย์อยู่ในโลก


           เราควรสำนึกและตื้นตันเสมอต่อคู่ครองหรือคนรักของเรา  ที่เขายังไม่ทิ้งเราแม้จะทะเลาะมีปากเสียงกันบ้าง  ขอบคุณที่เขายังมีเยื่อใยและห่วงใย แม้บางครั้งอาจจะไม่ค่อยเอาใจเราเท่าใดนัก  เพียงเขามาอยู่กับเรา เราก็รู้สึกตื้นตันและขอบคุณอย่างที่สุดแล้ว  เพราะบางครั้งตัวเราก็เป็นคนที่ไม่น่าอยู่ด้วยเท่าใดนัก ซึ่งก็มีอยู่บ่อยเหมือนกัน  ดังนั้น เพียงเขามาอยู่ด้วย เราก็ตื้นตันและขอบคุณอย่างยิ่งแล้ว

 
           ขอบคุณที่บางครั้งที่เถียงกัน ฉันเป็นฝ่ายผิดแท้ๆ  แต่ฉันก็เฉไฉหาเหตุผลมาอ้างทำให้เขาเป็นฝ่ายผิดไปจนได้   แล้วเขาก็ยอมเป็นฝ่ายผิดเพื่อให้สงครามสงบเสมอมา  แล้วฉันจะไม่ซาบซึ้งและขอบคุณได้อย่างไร


           ขอบคุณบ้านหลังนี้ที่ให้เราพักพิงหลับนอนด้วยความปลอดภัยเสมอ  ขอบคุณรถคันนี้ที่แม้จะเก่าและตกรุ่น แต่ก็ให้ความอบอุ่นนำพาไปถึงจุดหมายด้วยความซื่อสัตย์ตลอดมา


           เรารู้สึกขอบคุณศัตรูและคู่ปรปักษ์ที่ทำให้เราเข้มแข็งและมีความเชี่ยวชาญในชีวิตมากขึ้น  ขอบคุณความซื่อและความไร้เดียงสาที่ช่วยคุ้มครองชีวิตและหัวใจของเรา ไม่ให้ตกต่ำและเสื่อมถอยไปกับมรสุมชีวิตที่ผ่านเข้ามา  ขอบคุณยิ่งนักที่ชีวิตของเราได้ผ่านอุปสรรคนานาด้วยหัวใจที่ซื่อตรงต่อความจริง


            ขอบคุณความไร้เดียงสาและความบริสุทธิ์ใจที่ทำให้ดวงใจของเราไม่พลาดพลั้งไปใช้เล่ห์กลเหมือนคนอื่น  ขอบคุณที่ชีวิตนี้ได้มีคนช่วยอบรมสั่งสอนและแนะนำ  ขอบคุณและตื้นตันที่ชีวิตของเราได้มีโอกาสพบพระธรรมและความสูงส่งของศาสนา  ซึ่งแต่ก่อนไม่เคยอยู่ในสายตาด้วยซ้ำ นี้คือความอัศจรรย์อย่างที่สุด


            ขอเพียงได้มีชีวิตอยู่วันนี้  เราก็แสนจะยินดีและปลื้มปีติที่สุดแล้ว


คุรุอตีศะ
๑๙  กันยายน  ๒๕๕๖
วันพระขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ปีมะเส็ง