สติ

 สติ

 

วิธีการภาวนาย่อมต้องปรับเปลี่ยนไปตามบริบทของสังคมและยุคสมัย คนสมัยนี้เป็นคนคิดมากจนเป็นอุปนิสัย เพราะเราถูกสอนให้คิด ให้วิเคราะห์วิจัยมาตั้งแต่เด็ก ตามระบบการศึกษาเพื่อเป็นนักวิทยาศาสตร์ ค้นคว้าสิ่งภายนอก ไม่สนใจหัวใจ อยู่ดี ๆ จะไปภาวนาพุทโธ แล้วให้ใจสงบ จึงเป็นสิ่งเป็นไปได้ยาก

 

ครูบาอาจารย์รุ่นก่อน ท่านมีชีวิตอยู่กับท้องไร่ท้องนาป่าเขา ชีวิตไม่มีความซับซ้อน ไม่มีอะไรกังวลมาก ถึงจะจนก็มีรอยยิ้ม มีศีลเป็นธรรมชาติยกเว้นตอนจับปลาล่าสัตว์มาเป็นอาหาร.. 

 

พอตะวันตกดินถึงเวลานอนก็หลับไปจนรุ่งอรุณ พบธรรมชาติทุกเช้า จิตใจปลอดโปร่ง มีความอิสระในตัว

 

พอท่านมีโอกาสได้บวช ครูบาอาจารย์สั่งให้ภาวนาพุทโธคำเดียว ใจท่านก็รวมลงสู่อัปปนาสมาธิอย่างง่ายดาย

 

ส่วนพวกเราเป็นคนในเมือง วุ่นแต่กับหน้าจอมือถือหรือคอมพิวเตอร์ทั้งวัน ตั้งแต่ลืมตายังไม่ทันลุกจากที่นอน จนกระทั่งหลับไป จนแทบไม่รู้ว่าวันไหนเป็นวันพระ อยู่ดี ๆ จะไปภาวนาพุทโธแล้วใจจะสงบเลย ย่อมเป็นไปไม่ได้

 

เหมือนหัวสมองและหัวใจรกด้วยขยะ ยังไม่ได้ขนขยะออกไปทิ้งเลย พุทโธจึงได้แต่รออยู่นอกประตู ไม่อาจเข้ามาถึงหัวใจ

 

คนสมัยใหม่ ใช้ชีวิตในเมือง อยู่กับเทคโนโลยี จึงต้องใช้วิธี "เจริญสติ สังเกตความคิด ความรู้สึกของตนในขณะนี้" ในทันที นั่นแหละคือการภาวนา

 

ถูกเจ้านายด่ากลางที่ประชุม แทนที่จะเอาแต่โกรธหรือเสียใจน้อยใจอย่างเดียวเหมือนเมื่อก่อน ก็เริ่มสังเกตใจของเราขณะนี้

 

ใจที่กำลังเดือดปุด ๆ ด้วยความโกรธ หรือความรู้สึกหน้าชาเพราะอายคนในที่ประชุม ก็ให้สังเกตอาการชาที่หน้าหรือความรู้สึกอับอายขณะนั้น

 

ขณะขับรถ มีคนรีบร้อนขับปาดหน้า ความโกรธเกิดขึ้น ก็ให้หัดสังเกตความพลุ่งพล่านขึ้นในใจ

 

ลงไปซื้อของ หอบของพะรุงพะรังกลับมาที่รถมองไปที่รถ..คุณชายก็เอาแต่ก้มหน้าใส่มือถือ ไม่เงยมองหน้าเราเลยแม้แต่นิดเดียวที่เราอุตส่าห์หอบของพะรุงพะรังคนเดียว..ช่างไม่มีน้ำใจไม่เป็นสุภาพบุรุษบ้างเสียเลย?!!

 

แทนที่จะปล่อยให้ความคลั่งแค้นพลุ่งพล่านออกมา..เราก็กลับมาสังเกตใจที่เริ่มเดือดพล่าน..

 

พอเริ่มกลับมาสังเกตใจตัวเองทันทีนี้แหละ เรียกว่า "สติ" 

 

หากทำต่อเนื่องได้อีกสักสองสามอึดใจ ความโกรธอาจลดลงไปมาก..ก่อนจะเดินถึงรถ

 

พอทำได้สักครั้งหนึ่ง ต่อไปจิตจะเริ่มฉลาดขึ้น จะทันอารมณ์มากขึ้น จิตจะไม่อยากปล่อยให้ตัวเองถูกเผาลนด้วยกิเลสอีก เราจะเริ่มเปลี่ยนไปเป็นคนละคน

 

ใครจะเรียกอะไรก็ได้.. 

 

แต่เราจะรู้ตัวเองดีว่าใจของเรามั่นคงและมีสติปัญญาดีกว่าเดิมอย่างชัดเจน ให้หมั่นเจริญสติในชีวิตประจำวันแบบนี้ไปเรื่อยๆ ต่อไปเราจะพบความสงบได้ในทุกสถานที่ผิดจากเมื่อก่อน 

 

คนอื่นภายนอกอาจคิดว่าเราเหมือนเดิม แต่เราจะรู้ตัวเองดีว่าเราไม่เหมือนเดิม 

 

เราจะมีความมั่นใจว่าเราจะสามารถรับมือกับเหตุการณ์ในชีวิตไม่ว่าจะดีหรือร้าย ใครจะยกย่องนินทาสรรเสริญให้ร้าย ก็จะไม่ใส่ใจมองเห็นเป็นเรื่องธรรมดา

 

ส่วนพลังศรัทธาในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและความดีงามทั้งปวงในโลก.. จะยิ่งมีกำลังมหาศาลยิ่งใหญ่ เป็นพลังศรัทธาที่ไม่มีการโยกโคลงหรือหวั่นไหวอีกเลย

 

คุรุอตีศะ

๒๘ มีนาคม ๒๕๖๙