โลกนี้คือละคร
- รายละเอียด
- หมวด: LanDharma
โลกนี้คือละคร
เรามาสู่โลกใบนี้เพียงชั่วคราว...
บางทีท่านก็เปรียบเปรยชีวิตของแต่ละคนว่าคือโรงละครโรงใหญ่
ได้แสดงบทบาทความเป็นพ่อแม่ เป็นลูก
แสดงบทบาทเป็นผัวเป็นเมีย
แสดงบทบาทเป็นเศรษฐี เป็นยาจก..
แล้วก็ต้องลาโรงละครจบบทบาทกันไป..ไม่มีใครที่จะแสดงได้ตลอดไปแม้แต่คนเดียว
"โลกนี้คือละคร..บทบาทบางตอน ชีวิตยอกย้อนยับเยิน
ชีวิตบางคนรุ่งเรืองจำเริญ..แสนเพลิน เหมือนเดินอยู่บนหนทางวิมาน..."
แต่แล้วในที่สุด ทุกคนไม่ว่าจะต่ำต้อยหรือสูงส่งแค่ไหน ก็ไม่พ้นจะได้แค่โลงหนึ่งใบ...แล้วก็เอาไปเผาไฟ
ไม่มีใครยอมตามเราไปแม้แต่คนเดียว!
ที่เคยพร่ำพรอดพรรณนาว่า "รักแสนรัก ยอมตายแทนได้" แต่แล้วก็ไม่เห็นมีใครยอมตายตามเราไปเลย..
แม้แต่คนที่เราคลอดออกมาหรือคนที่เราเลี้ยงดูมาตั้งแต่เท้ายังเท่าฝาหอย
พอเอาเข้าจริง..เขาก็อาจจัดพิธีให้ดูดีสักหน่อย "เพื่อกันไม่ให้เขาว่า" แล้วเขาก็ไปอยู่กับผัวกับเมียของเขาตามเดิม
ต้องรอวันตรุษ วันสารทตามประเพณี จึงจะนึกถึงเราขึ้นมาบ้างปีละหน..
ถ้าไม่มีประเพณีคอยค้ำจุนไว้..เห็นทีจะไม่มีใครทำบุญอุทิศให้เป็นแน่แท้..
นี่แหละหนอ..ท่านจึงว่าโลกนี้คือโรงละคร...
หากไม่ได้สดับพระธรรมของพระอริยเจ้า หรือเคยสดับแต่ก็ลืมไปหมดแล้ว
คนส่วนใหญ่ในโลกนี้ จึงพากันหลงลืมว่าตัวเองแค่พากันมาแสดงละครชั่วคราว..แล้วก็เข้าหลังฉากเวทีหมดบทบาทไป
ในช่วงแห่งการที่ยังมีชีวิตอยู่
ก็อยู่ที่ว่าเราแต่ละคนจะเลือกแสดงหน้าเวทีด้วยบทบาทไหน..
บางคนอาจเลือกทำกรรมดี
บางคนอาจหลงทางไปสร้างกรรมชั่ว..
แต่แล้วก็ต้องจากโลกนี้ไปวันยังค่ำ
ด้วยเหตุนี้พระอริยเจ้าทั้งหลาย ตั้งแต่พระโสดาบันบุคคลขึ้นไป ท่านจึงเลือกเดินเส้นทางที่ตรงคืออริยมรรค เพื่อพ้นไปจากวัฏสงสาร
หมั่นบำเพ็ญไตรสิกขาคือศีล สมาธิ ปัญญา หรือทาน ศีล ภาวนา จนกว่าร่างกายสังขารนี้จะแตกทำลายไปตามธรรมชาติ
คุณธรรมภายในของท่านจึงฉายออกมาและช่วยย้ำเตือนพวกเราไม่ให้หลงใหลมัวเมาในชีวิตหรือพากันประมาทมัวหลงยึดติดในสิ่งต่างๆ
เพราะในที่สุดแล้วก็ส่งคืนทุกสิ่งและทิ้งทุกอย่างไว้ในโลกนี้
มีแต่ดวงจิตและกรรมดีกรรมชั่วที่ทำไว้ตอนยังมีลมหายใจ ที่จะติดตามเราไป..
เราจะต้องทิ้งทุกสิ่งไป..เหลือแต่โรงละครเปล่าๆ..
แม้ไม่อยากเลิกราหรืออยากจะกอดโรงละครโรงนี้ไว้สักแค่ไหน..ก็จะต้องถูกกระชากออกไปท่ามกลางน้ำตา..
เพราะว่าหมดเวลาของการแสดง!
เมื่อเราตระหนักชัดด้วยปัญญาว่า เรามาสู่โลกใบนี้เพียงชั่วคราว
เมื่อเรามองชีวิตว่า...เราเพียงมาแสดงบทบาทชั่วคราวในโรงละคร..
ใจจะคลายจากความร้อยรัดความผูกพัน ความโศกเศร้า ความห่วงหาอาลัย
ทำให้ดวงจิตสงบ มั่นคง มีอิสระและหายใจอย่างปลอดโปร่งยิ่งขึ้น
สิ่งของหรือบุคคลทั้งหลาย ที่เราแม้จะรักแสนรัก หวงแสนหวง ห่วงแสนห่วงแค่ไหน..
เมื่อความตายมาเยือน..ก็จะไม่มีใครยินดีติดตามเราไปแม้แต่คนเดียว
ท่านจึงให้เรามีสรณะมีที่พึ่งอันแท้จริงภายในคือธรรมะ
ให้เอาหัวใจมาอยู่กับพระรัตนตรัย และมีสติรู้อยู่ที่ลมหายใจ
นั่นแหละคือนักแสดงผู้ยิ่งใหญ่ ซึ่งเมื่อถึงเวลาที่ต้องอำลาโรงละครโรงนี้ไป
ก็จะอำลาไปอย่างงามสง่า มีสติสัมปชัญญะ ไม่ห่วงหาอาลัยหรือกังวลต่อสิ่งใด
เพราะรู้ว่า..
แม้จะยังมีกิเลสอยู่ แต่เราจะได้ไปอยู่บ้านหลังใหม่..ที่ใหญ่และสวยงามกว่าเดิม
คุรุอตีศะ
๘ มกราคม ๒๕๖๙






