วิสาขบูชา..วันประกาศอิสรภาพของชาวโลก

วิสาขบูชา..วันประกาศอิสรภาพของชาวโลก


                  ในวัฏฏสงสารอันยาวนาน ที่มนุษย์และสัตว์โลกตลอดทั้งภพภูมิต่างๆได้อยู่ท่ามกลางความมืดมิด ความมืดมิดที่ว่านี้ก็คืออวิชชาและโมหะ ความไม่รู้ว่าสัจจะหรือความจริงแท้นั้นคืออะไร ความหลงและมืดมัวว่าตัวเองคือใคร มาจากไหน และจะไปไหน สิ่งที่มีค่าสูงสุดในการที่ได้เกิดมาคืออะไร มีความรู้สึกว่าพร่องอยู่เป็นนิจ ไม่รู้ว่าชีวิตนี้เมื่อไหร่จึงจะรู้สึกว่าอิ่มว่าพอเสียที และอะไรคือจุดหมายปลายทางที่แท้จริง


                 ความรู้สึกเช่นนี้คือโมหะ ความหลง และอวิชชา ความไม่รู้ คือไม่รู้ว่าชีวิตคืออะไร และไม่รู้เรื่องภายใน ไม่รู้หนทางดับทุกข์ภายในใจ ไม่รู้จักว่าตัวเองคือใคร แม้จะมีความรู้อย่างอื่นมากมาย แต่ไม่มีความรู้ที่จะดับความทุกข์ร้อน ความวิตกกังวล ความกระวนกระวาย กลุ้มอกกลุ้มใจภายในหัวใจของตนเองได้  ความไม่รู้ในสิ่งนี้แหละที่ท่านเรียกว่า “อวิชชา” พูดให้เป็นภาษาพระก็คือ ไม่รู้อริยสัจสี่ ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท ไม่รู้อิทัปปัจจยตา ไม่รู้อริยมรรคมีองค์แปด เป็นต้น พูดง่ายๆก็คือ ไม่รู้วิธีดับทุกข์ที่แท้จริงนั่นเอง


                 โลกได้มืดมิดเช่นนี้มายาวนาน  จนกระทั่งถึงวันหนึ่งในวันเพ็ญวิสาขมาส อันเป็นเวลาเมื่อ ๒,๖๐๐ ปีล่วงมาแล้ว ณ โคนไม้อัสสัตถะซึ่งเรียกกันโดยทั่วไปในเวลาต่อมาว่า “ต้นโพธิ์” ในรุ่งอรุณของวันนั้น เจ้าชายสิทธัตถะซึ่งได้สละบัลลังก์ออกมหาอภิเนษกรมณ์ออกใช้ชีวิตในเพศนักบวช หลังจากแสวงหาโมกขธรรมคือธรรมแห่งความหลุดพ้นด้วยความเหนื่อยยากมาเป็นเวลาถึง ๖ ปีเต็ม ก็ได้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณบรรลุเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๔ ในภัทรกัปนี้


                 นับแต่พระมหาบุรุษที่ได้เสด็จอุบัติมาในโลก โลกที่เคยมืดมิดด้วยโมหะและอวิชชามายาวนาน ก็มีความสว่างไสวด้วยพระธรรมที่ทรงแสดง มนุษย์และเทวดา ตลอดทั้งอินทร์พรหมยมยักษ์เหล่านาคาที่อยู่ในวิสัยและมีวาสนาที่จะฟังธรรมได้ ล้วนได้พบความสว่างไสวในดวงใจ มวลเหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลายต่างได้รับอิสรภาพในดวงใจอย่างไม่เคยได้พบมาก่อน  นี้คือการประกาศอิสรภาพขึ้นเป็นครั้งแรกในโลก ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งกว่าจะเต็มเปี่ยมด้วยพระบารมีและอภินิหารถึงขั้นนี้ ต้องผ่านการสร้างสมพระบารมีมาเป็นเวลาถึงสี่อสงไขยแสนกัป  พุทธวิสัยนี้เป็นอจินไตย ยากที่จะทำความเข้าใจด้วยวิสัยของสามัญสัตว์ผู้ที่ยังอุดมไปด้วยโลภ โกรธ หลง เมื่อภูมิธรรมละเอียดและสูงขึ้นจะหมดความสงสัยไปเอง  ในขั้นต้นขอให้มี”ตถาคตโพธิศรัทธา”คือเชื่อพระปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าไปก่อน


                 เราทั้งหลายนับว่าเป็นผู้มีบุญวาสนานัก  ที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์แล้วได้พบพระพุทธศาสนาในชาตินี้  หลายคนยังไม่เคยตระหนักในโชควาสนาในข้อนี้ของตัวเอง  บางคนอาจรู้สึกมีปมด้อยที่ได้นับถือพระพุทธศาสนาก็มี  บางคนอาจคิดว่าศาสนาพุทธสู้ศาสนาอื่นไม่ได้ ทำตัวเหมือนคนมีปมด้อยและหมดความมั่นใจ ถ้าจะแสดงแก่ใครๆว่าศรัทธาในพระธรรมคำสอนหรือศรัทธาในพุทธศาสนา  กลัวคนอื่นจะว่าไม่ทันสมัยคร่ำครึถ้าจะไปฟังธรรมหรือไปวัด ยิ่งถ้าจะต้องเสียสละทุ่มเทอุทิศตนให้กับการช่วยเหลือค้ำจุนพระศาสนาด้วยแล้ว ยิ่งต้องเอาไว้ทีหลังสิ่งอื่น อย่างนี้ก็มีมาก  เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะเราไม่รู้ว่าสิ่งที่เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์แล้วได้พบพระพุทธศาสนาในชาตินี้ คือการมีเพชรอันล้ำค่าในมือ แต่เราถูกคนอื่นหลอกเราว่าในมือของเรานี้คือก้อนกรวด  ดังนั้นก่อนจะสายเกินไป ก่อนจะพลาดหลงกลโยนเพชรในมือทิ้งไป โดยหลงเข้าใจผิดว่าเป็นก้อนกรวด ก็ขอให้จงได้มั่นใจในสิ่งอันสูงค่าในมือตนและจะได้ถนอมรักษาอย่างสุดชีวิต


                  ในโอกาสวันสำคัญของโลกคือวันวิสาขบูชา ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๕๖ นี้  อยากจะบอกทุกคนที่มีเพชรอยู่ในมือคือพระพุทธศาสนา ได้ตระหนักถึงคุณค่าในสิ่งที่ตนมีอยู่ในมือ เพราะมีผู้คนอีกมากมายที่ตะเกียกตะกายแสวงหาพระพุทธศาสนานี้ในการเป็นหลักใจและเป็นที่พึ่ง


                 หลายคนคงไม่ทราบว่าเหล่าคนดังหรือเซเลเบรตี้ของโลกหลายคนเป็นชาวพุทธ! ดาราฮอลลีวูดหลายคนได้หันมานับถือพระพุทธศาสนา
                 เริ่มตั้งแต่ ริชาร์ด เกียร์ ผู้เริ่มโด่งดังมาจากภาพยนตร์เรื่อง “สุภาพบุรุษลูกผู้ชาย” เจนนิเฟอร์ โลเปซ นักร้องคนดัง  ชารอน  สโตน,  ฮิวจ์  แจ็คแมน  และ ซาราห์ เจสสิกา ปาร์คเกอร์  สามคนนี้หลายคนอาจไม่เชื่อว่าเป็นชาวพุทธ แม้แต่ประธานาธิบดีบิล คลินตัน ภายหลังก็ได้หันมานับถือพระพุทธศาสนา


                 แม้แต่นักกอล์ฟมือหนึ่งของโลกอย่างไทเกอร์ วูดส์ ก็เป็นชาวพุทธ เขาจะทำสมาธิทุกครั้งก่อนลงสนามแข่งขัน จนกระทั่งก้าวขึ้นสู่นักกอล์ฟมือวางอันดับหนึ่งของโลกในช่วงเวลานั้น


                  ที่หลายคนต้องทึ่งและอัศจรรย์ก็คือนักฟุตบอลขวัญใจชาวโลกอย่างเดวิด เบคแฮม อดีตกัปตันทีมชาติอังกฤษและนักเตะของสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นั้นนับถือพระพุทธศาสนา และไม่ใช่เฉพาะตัวเดวิด  เบคแฮมเท่านั้นที่เป็นชาวพุทธ ตัวศรีภรรยาคือวิคตอเรีย อดีตนักร้องวงสไปซ์ เกิร์ลส์ ก็เป็นชาวพุทธด้วย  ทุกวันนี้ทั้งคู่จะลุกขึ้นตอนเช้าแล้วสวดมนต์คือสวดว่า “นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต  สัมมาสัมพุทธัสสะ”หลายๆรอบเป็นเวลา ๕ นาทีให้ใจสงบก่อนจะออกไปดำเนินชีวิตและจัดการเรื่องราวต่างๆอันแสนวุ่นวายประจำวันตามประสาคนดังทั้งหลาย ทำให้ใจมีสมาธิเยือกเย็นและมั่นคง


                  เพราะเป็นชาวพุทธที่เข้าถึงแก่นแท้ในการศึกษาและปฏิบัติตามพระธรรมคำสอน จึงทำให้ชีวิตของเดวิด เบคแฮมและครอบครัวประสบความสำเร็จและมีความสุข  และด้วยความเข้าใจสัจธรรมความจริงของชีวิต แม้จะประสบความสำเร็จในชีวิตเพียงใดเขาก็ไม่เคยประมาทและลุ่มหลงในความสำเร็จนั้น  การใช้ชีวิตอย่างมีสติของเขา เมื่อทราบว่าชีวิตได้ขึ้นมาถึงจุดที่รุ่งโรจน์ที่สุดแล้ว  ถึงเวลาที่จะหยุดและเพียงพอได้แล้ว   เขาจึงประกาศอำลาวงการฟุตบอลท่ามกลางความตื้นตันและซาบซึ้งใจของแฟนฟุตบอลทั่วโลก และต่างพากันชื่นชมและพากันสดุดี ในความเป็นสุภาพบุรุษ ความเป็นลูกผู้ชาย และความมีน้ำใจเป็นนักกีฬาแท้หรือความมีสปิริตของเขา นี้คือตัวอย่างชีวิตที่งดงามของชาวพุทธที่แท้จริง ที่ไม่ได้เกิดในเมืองพุทธและไม่ได้เกิดในสังคมของชาวพุทธ แต่เข้าถึงความเป็นพุทธแท้อันควรแก่การอนุโมทนาและสรรเสริญยิ่ง


               นักฟุตบอลคนสำคัญของโลกอีกคนหนึ่งคือโรแบร์โต บาจโจ อดีตกองหน้าทีมชาติอิตาลี ซึ่งนักฟุตบอลชาวไทยรู้จักดีในฉายาว่า “เทพบุตรเปียทองคำ” ก็เป็นผู้นับถือพระพุทธศาสนา และไม่ใช่เพียงแค่นับถือธรรมดา แต่ศึกษาธรรมและปฏิบัติธรรมอย่างจริงจังมาเป็นเวลาถึง ๒๐ ปีแล้ว


                ออร์แลนโด บลูม, เคท บอสเวิร์ธ, แจ็คกี้ ชาน, เคท ฮัดสัน ตลอดทั้งแองเจลีนา โจลี พร้อมทั้งสามีคือ แบรด พิตต์ ก็นับถือพระพุทธศาสนา  โดยเฉพาะ แองเจลีนา โจลี นั้นเธอเป็นสตรีที่เพียบพร้อมทั้งรูปสมบัติและคุณสมบัติและมีชื่อเสียงด้านความสวยและมีเสน่ห์มาตั้งแต่เริ่มถ่ายโฆษณาครั้งแรกเมื่ออายุ ๑๖ ปีเท่านั้น ชีวิตของเธอประสบกับความสำเร็จแทบทุกด้านรวมทั้งในด้านครอบครัว ซึ่งดาราฮอลลีวูดส่วนใหญ่ยากจะประสบความสำเร็จ  แต่ครั้นเธอมีอายุ ๓๗ ปี แพทย์วินิจฉัยว่าเธอเป็นมะเร็งเต้านม ด้วยความที่เธอฝึกฝนจิตและเข้าใจชีวิตดีตามหลักพระพุทธศาสนา เธอและสามีก็เข้าใจกัน เธอจึงมีความกล้าหาญที่ยากสตรีจะทำได้ คือการยอมตัดหน้าอกทั้งสองข้างด้วยกำลังใจที่เข้มแข็งและเป็นตัวอย่างให้คนอื่นได้อย่างน่าชื่นชม นี้คือตัวอย่างคนดังที่เข้าถึงคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า


                ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ พระเอกในภาพยนตร์เรื่อง “Inception”และ”Titanic” ก็ไปปฏิบัติสมาธิบ่อยๆ    คีอานู รีฟส์  พระเอกจากภาพยนตร์เรื่อง “The MatriX”ซึ่งเคยแสดงเป็นพระพุทธเจ้าในภาพยนตร์เรื่อง”The Little Buddha”นั้นก็เป็นดารานักแสดงคนดังอีกคนหนึ่งที่เป็นชาวพุทธ


              คีอานู รีฟส์  เป็นนักแสดงที่ไม่ใช่เป็นพระเอกเฉพาะในจอภาพยนตร์เท่านั้น แต่ในชีวิตจริงเขาก็เป็นสุภาพบุรุษ เป็นคนดังที่ชอบช่วยเหลือผู้อื่น  เคยไปนั่งเล่นข้างถนนพูดคุยกับคนจรจัดโดยไม่ถือตัว เป็นดาราที่เป็นแมนมาก ที่น่าทึ่งมากก็คือ คีอานู รีฟส์ ได้ยกเงินถึง ๕๐ ล้านปอนด์ (ประมาณ ๒,๒๖๕,๕๕๕ บาท) จากค่าตัวทั้งหมด ๗๐ ล้านปอนด์ให้แก่ทีม Special Effects และชอบบริจาคเสียสละเงินทองอยู่บ่อยๆ มีคำพูดของเขาที่ฟังแล้วจับใจมาก ขอยกภาษาอังกฤษมาเพื่อผู้ที่เก่งภาษาจะได้เห็นสำนวนแท้ในภาษาของเขา โดยเขาพูดไว้ดังนี้


             ““Money is the last thing I think about. I could live on what I have already made for the next few centuries” he declared.


          “เงินคือสิ่งสุดท้ายที่ผมห่วง เงินที่ผมมีอยู่ ผมก็ใช้ได้หลายร้อยปีแล้ว” คีอานู กล่าว”


             บุคคลสุดท้ายที่จะยกมากล่าวถึงความเป็นคนดัง ที่เขาได้เกิดมาเป็นมนุษย์แล้วได้พระพุทธศาสนา แม้ดั้งเดิมเขาไม่ได้รู้จักพระพุทธศาสนามาก่อนเลย แต่เขากลับได้สอยผลไม้กินได้เต็มภาคภูมิ เขาได้เพชรอันล้ำค่าไว้คู่ตัวของเขาจนกระทั่งวาระสุดท้ายแห่งชีวิตมาถึง บุคคลผู้นั้นก็คือ สตีฟ จอบส์


             สตีฟ จอบส์ เป็นอัจฉริยะด้านคอมพิวเตอร์ เขาไม่ยอมเรียนต่อในมหาวิทยาลัย เพื่อทำในสิ่งที่เขารัก ต่อมาด้วยอัจฉริยภาพเฉพาะตัว เขากับเพื่อนได้ก่อตั้งบริษัทแอปเปิ้ลคอมพิวเตอร์ขึ้นมา และได้พัฒนามาเป็นลำดับ ซึ่งต่อมาได้ผงาดและยิ่งใหญ่อย่างใครๆคาดไม่ถึง ทั่วโลกต่างยอมรับในความเป็นอัจฉริยะของเขา      จอบส์ เคยกล่าวในการให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร wiredของอเมริกาว่า


                “มีคำๆหนึ่งในพระพุทธศาสนาคือ “จิต” จิตเป็นสิ่งมหัศจรรย์อย่างยิ่ง  จิตที่มองเห็นทุกอย่างตามความเป็นจริง จะค่อยๆตระหนักรู้ถึงแก่นแท้ของสิ่งเหล่านั้น”


                 “การเจริญมรณานุสติทุกวัน เป็นเครื่องมือช่วยในการตัดสินใจในชีวิต  พระพุทธองค์ตรัสว่า ชีวิตของมนุษย์เปรียบเหมือนน้ำค้างบนยอดหญ้า ที่ไม่นานก็ร่วงหล่นเหือดหายไป”


                ในกลางปี ๒๕๔๗  เมื่อจอบส์ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งตับอ่อนชนิดรุนแรง เขาได้พูดถึงความตายได้อย่างไม่สะทกสะท้าน เขาได้นำหลักภาวนาว่าด้วยการเจริญมรณานุสติมาเป็นหลักใจ เขาได้กล่าวว่า


                “การที่รู้ว่าจะต้องตายในไม่ช้า เป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดของผม  เพราะเมื่อรู้ว่าความตายคืบคลานเข้ามา  ผมก็สามารถเลือกอะไรในชีวิตได้ชัดเจนและง่ายขึ้น


                 สิ่งต่างๆที่เป็นของภายนอก เช่น ความคาดหวัง ความหยิ่งยโส  ความกลัวที่จะล้มเหลว ก็อันตรธานหายไปสิ้น  เหลือแต่สิ่งที่สำคัญจริงๆ...”

              

                นี้คือคำพูดของมนุษย์ผู้มีอัจฉริยะด้านคอมพิวเตอร์ในยุคปัจจุบัน  ซึ่งการที่เขามีสติมั่นคง ไม่หวั่นไหวต่อความตายได้เช่นนี้ ย่อมไม่ใช่ธรรมดา นับว่าเขามีความเป็นอัจฉริยะในทางพระพุทธศาสนาแห่งโลกวิทยาศาสตร์ทีเดียว เขาอัจฉริยะไม่เฉพาะในส่วนรูปธรรมคือวิทยาศาสตร์ แต่ยังอัจฉริยะในทางนามธรรมคือจิต ตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนาอีกด้วย


                  การที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้มิใช่เพียงแค่ประโยชน์ส่วนพระองค์เอง แต่เพื่อช่วยเหลือชาวโลกให้พบกับอิสรภาพภายใน อันเป็นอิสระและความสงบสุขอันแท้จริง ความสุขชนิดนี้เรียกว่า “พระนิพพาน” ซึ่งเป็นคำที่ได้ยินบ่อยๆแต่น้อยคนนักที่จะต้องการ


                  ที่คนส่วนใหญ่ไม่ต้องการไม่ใช่เพราะไม่ชอบความสุข แต่เพราะเข้าใจว่าถ้าถึงพระนิพพานแล้วจะต้องพรากจากความสุข จากทรัพย์สมบัติ จากครอบครัว จากเมียผัวลูกหลานบ้านช่อง ซึ่งน่าจะนั่งเศร้าหม่นหมองมากกว่าที่จะมีความสุข  สู้อยู่อย่างทุกวันนี้ทะเลาะกันไป ง้อกันไป งอนกันไป ก็มีความสุขเป็นไหนๆ ส่วนพระนิพพานอะไรนั่น ฉันขออยู่ไกลๆก่อนดีกว่า นี้ก็เพราะว่าไม่มีความรู้เรื่องพระนิพพาน


                 เหมือนมีโปรแกรมเมอร์ผู้เชี่ยวชาญไปหลอกคุณยายอายุ ๙๐ ชาวบ้านนอกว่า อย่าไปจับคอมพิวเตอร์เดี๋ยวจะละลายหายเข้าไปในคอมพิวเตอร์ ไม่ทันได้สั่งเสียลูกหลาน คุณยายไม่เคยเห็นคอมพิวเตอร์และไม่รู้จักคอมพิวเตอร์ก็เลยกลัวคอมพิวเตอร์ตั้งแต่นั้น  พอได้ยินใครพูดถึงคอมพิวเตอร์ก็กลัวจนตัวสั่นทั้งที่ไม่เคยเห็นคอมพิวเตอร์  คนกลัวพระนิพพานก็แบบนั้น  คนรู้จักคอมพิวเตอร์ย่อมไม่กลัวคอมพิวเตอร์  คนรู้จักพระนิพพานย่อมไม่กลัวพระนิพพาน มีแต่จะชวนคนอื่นให้เข้าถึงนิพพานเท่านั้น


                 วันวิสาขบูชา คือวันที่พระพุทธเจ้าประกาศอิสรภาพพระองค์แรกในโลก พระสาวกทั้งหลายก็ได้ประกาศอิสรภาพตาม  เราคนไทยชาวพุทธจงตระหนักถึงเพชรอันล้ำค่าที่อยู่ในมือของเรามาตั้งแต่เกิด คือการได้เกิดมาในร่มแห่งผ้ากาสาวพัสตร์  จงได้ใช้ประโยชน์จากเพชรในมือของเรา โดยการศึกษาและปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า จนกระทั่งดับทุกข์ทางใจของตนได้ตามลำดับ ค่อยพบอิสระทีละน้อย จนกระทั่งเมื่อบารมีเต็มรอบ เราก็จะเป็นผู้หนึ่งที่สามารถประกาศอิสรภาพได้ตามอย่างพระอรหันต์ทั้งปวง


คุรุอตีศะ
๒๑  พฤษภาคม  ๒๕๕๖